จำนวนผู้เข้าชม

วันนี้ 893
เมื่อวานนี้ 970
สัปดาห์นี้ 5423
สัปดาน์ที่แล้ว 9024
เดือนนี้ 18155
เดือนที่แล้ว 23090
ทั้งหมด 5312946
Untitled Document
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว
 
  ชื่อสถานที่ : เที่ยวบ่อเจ็ดลูก ชื่อนี้ชวนสงสัย

รายละเอียด :
ที่นี่มีที่มา
บ้านบ่อเจ็ดลูกตั้งอยู่หมู่ที่ 1ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นหมู่บ้านที่ติดกับทะเลอันดามัน คนในชุมชนยึดอาชีพประมงเป็นหลัก รองลงมาคืออาชีพค้าขาย อยู่ห่างไกลจากชุมชน ห่างจากอำเภอละงูประมาณ 18กิโลเมตร เป็นชุมชนชนบท ชาวบ้านในชุมชนเป็นคนมีน้ำใจ เป็นกันเอง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อผู้พบเห็น การเป็นอยู่เรียบง่าย  ทุกคนในหมู่บ้านจะรู้จักกันหมด มีความเป็นอยู่แบบพี่น้องกัน ได้มาก็แบ่งกินกัน มีความเคร่งครัดในเรื่องของศาสนา มีการสอนการอ่านอัล-กุรอาน ในชุมชนมีโต๊ะครู (นักวิชาการอิสลาม) ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศาสนา และมีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องของศาสนา ชาวบ้านจึงใช้หลักการทางศาสนาอิสลามเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

อาณาเขต
ทิศเหนือ      จดหมู่ที่ 6              บ้านสนใหม่ ต .แหลมสน อ.ละงู จ.สตูล
ทิศใต้          จดหมู่ที่ 2              บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล
ทิศตะวันออก   จดหมู่ที่ 7       บ้านปีใหญ่ ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูลทิศ
ตะวันตก       จดทะเลอันดามัน

            บ่อเจ็ดลูก ชื่อนี้ชวนสงสัย....ถามต่อว่า....ทำไมต้องชื่อนี้....มีความเป็นมาอย่างไร เกิดจินตนาการต่างๆ นานา........อดีตอันยาวนานยังมีชาวเลตีนแดงเผ่ามอแกนซึ่งอาศัยไม่ค่อยเป็นหลักแหล่งได้เดินทางมา ณ ที่เกาะหนึ่งซึ่งเป็นเกาะเล็กๆอยู่ทางตอนใต้ของทะเลอันดามัน และได้เดินหาน้ำดื่ม จนเกิดเป็นตำนานเจ็ดบ่อขึ้นมา แต่จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่านั้นบอกว่ามีสามตำนานด้วยกันที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องไหนคือเรื่องที่ถูกต้องที่สุดและเรื่องใดไม่เป็นความจริง ชาวเลเมื่อเดินหาน้ำดื่มจนมาพบบ่อน้ำผุดมาจากใต้ดินจำนวน 7 บ่อด้วยกัน บ่อแรกใหญ่หน่อยเรียกกันว่าบ่อพ่อ ที่เหลือก็เป็นบ่อแม่และบ่อลูก ขนาดลดหลั่นกันไป เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขอหรือกล่าวอะไรไว้ก็ได้ดังใจ มีการร้องรำทำเพลงบ้าง นำไก่ขาวมาเชือดบ้างเพื่อแก้บน อีกนัยหนึ่งก็ว่าเมื่อชาวเลต้องการน้ำก็ได้ทำการขุดบ่อน้ำขึ้นมา 1บ่อ ใช้มาตลอดจนกระทั่งมีลูกจำนวน 6คน จำนวนคนในครอบครัวเพิ่มขึ้นจึงใช้กันไม่พอเกิดมีปากเสียงกัน พ่อก็เรียกลูกมาปรึกษาหารือจนมีข้อสรุปว่าให้แต่ละคนขุดบ่อมาคนละบ่อ ขุดใกล้ๆกับพ่อนี่แหละ จาก 1บ่อ ก็เป็น 7 บ่อ ยังมีอีกตำนานที่บอกว่าชาวเลเมื่อได้รอนแรมมาพักที่เกาะแห่งนี้ ก็ได้ตั้งรกรากที่นี่ และได้ขุดบ่อน้ำเพื่อใช้กัน บ่อแรกที่ขุดพบว่าน้ำเค็มใช้ไม่ได้ก็ขุดต่ออีกก็เค็มอีก จนขุดมาจนถึงบ่อที่ 7ปรากฏว่า น้ำจืด จึงได้ใช้กันเรื่อยมา ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองมีชายคนหนึ่งเดิมเป็นคนในพื้นที่บ้านตะโละใสชื่อว่านายอับดุลรอหมาน ปากบารา มีอาชีพทำการค้ากับรัฐปีนังสินค้าก็จะมี แป้ง สบู่ น้ำตาล ได้เข้ามาอาศัยที่แห่งนี้ ด้วยเป็นคนที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามก็เป็นผู้บุกเบิกสร้างมัสยิด ขึ้นมาและได้สอนให้กับชาวเลที่อาศัยอยู่ก่อนด้วย และดูแลความสงบของที่นี่ อยู่มาระยะหนึ่งก็ได้ชักชวนเครือญาติมาอยู่ด้วยคนก็เพิ่มขึ้นทำให้ชาวเลต้องอพยพจากเกาะแห่งนี้หาที่อยู่อาศัยใหม่เพราะพวกเขาไม่ชอบที่มีคนเยอะๆ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7นายอับดุลรอหมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุน(เทียบกับปัจจุบันคือกำนัน)และได้รับพระราชทานนามสกุล เป็น ขุนบารา บุรีรักษ์ ท่านได้ขึ้นปกครองที่นี่ และได้เรียกสถานที่แห่งนี้ตามสัญลักษณ์ ว่าตาลากาตูโหย๊ะ ซึ่งเป็นภาษามาลายู (ตาลากา แปลว่า บ่อ /ตูโหย๊ะ แปลว่า 7แปลรวมกันว่า บ่อเจ็ดลูก)ไปขึ้นกับทางราชการเพื่อเป็นชื่อเรียกหมู่บ้าน แต่ชื่อเรียกยากจึงเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่า บ้านบ่อเจ็ดลูก มาจนถึงปัจจุบันขุนบารา บุรีรักษ์มีลูกสาวทั้งหมด 4 คน ไม่มีทายาทผู้สืบสกุล ทำให้นามสกุลบุรีรักษ์ขาดหายไป ปัจจุบันยังมีลูกสาวอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยในบ้านบ่อเจ็ดลูก คือคนที่ 4 มีชื่อว่านางไซหนุน ถิ่นกาแบง

แหล่งท่องเที่ยว
โบราณสถานบ่อเจ็ดลูก      ปัจจุบันเนื้อที่ 2 ไร่ ได้บูรณะ ซ่อมแซมบางส่วน สร้างศาลาโดยงบประมาณจากศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดสตูล และจัดทำป้ายโบราณสถาน ปลูกมะพร้าวสองยอด 

เขาช้าง หรือเขาขี้มิ้น (ขมิ้น)  มีชายคนหนึ่งของหมู่บ้านเดินทางไปหาขมิ้นที่หมู่บ้านสนกลาง (ปัจจุบันเป็นบ้านสนใหม่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.แหลมสน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านบ่อเจ็ดลูกมากนัก) พอไปถึงเขาช้าง ก็เหมือนกับมีเทพองค์หนึ่งมาบอกกับชายคนนั้นว่า มึงไม่ต้องไปหาขมิ้น มึงไปกับกูดีกว่า  ชายคนนั้นก็เดินตามไป และชายคนที่ชวนไปได้ขุดขมิ้นให้ พอกลับถึงบ้านเปิดดูปรากฏว่า ในกระสอบที่ใส่ขมิ้นนั้นได้กลายเป็นทองไปหมด ซึ่งทำให้ชายคนนั้นเป็นคนที่ร่ำรวยในเวลาต่อมา คนในสมัยก่อนจึงเรียกภูเขานั้นว่า เขาขมิ้น ตราบจนถึงปัจจุบัน  เขาขมิ้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของบ้านบ่อเจ็ดลูก อยู่ตรงทางเข้าบ้านบ่อเจ็ดลูก ลักษณะคล้ายกับช้างกำลังหมอบเมื่อมองออกจากบ้านบ่อเจ็ดลูก
ถ้ำลอดเสือสิ้นลาย  ชาวบ้านในชุมชนเล่าว่า มีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ เป็นเสือที่ดุร้าย และมาชอบกินแพะของชาวบ้านอยู่เป็นประจำ อาศัยอยู่ในถ้ำในหมู่บ้าน ในคืนวันหนึ่งเป็นคืนเดือนมืด ฝนตกมาก เสือตัวนี้ได้ออกมาที่คอกแพะ พวกชาวบานก็ได้ใช้ปืนยิงแต่ยิงไม่ถูก เสือได้วิ่งหลบเข้าไปในถ้ำ รออยู่นานเสือก็ไม่ออกมา ชาวบ้านเลยนำซากแพะที่ตายแล้วมาวางล่อปากถ้ำ ครู่ใหญ่ต่อมาเสือจึงออกมาอีกครั้งหนึ่ง จนในที่สุดก็สามารถยิงเสือตัวนี้ได้ รุ่งเช้าชาวบ้านแห่กันไปดูเสือว่าตายแล้วหรือยัง เพราะเสือนอนหมอบอยู่ปากถ้ำคล้ายกับว่ายังมีชีวิตอยู่  จึงเรียกบริเวณที่เสือตายนี้ว่า ถ้ำลอดเสือสิ้นลาย 
ถ้ำฤาษี ปี พ.ศ. 2506 มีชายคนหนึ่งชื่ออุทัย  สุวรรณฤกษ์  เป็นคนจังหวัดพัทลุง ได้เดินทางลงไปยังเกาะอาดัง เพื่อไปธุดง และอาศัยอยู่บนเกาะอาดังเป็นเวลานาน หลังจากนั้นจึงได้อพยพมาอยู่ในถ้ำบ้านบ่อเจ็ดลูก  สมัยก่อนชาวบ้านเรียกถ้ำนี้ว่า ถ้ำเสือ เมื่อนายอุทัยมาพักจำศีลที่ถ้ำแห่งนี้ จึงเรียกถ้ำนี้ว่าถ้ำฤาษี จนถึงปัจจุบัน นายอุทัยจำศีลเป็นฤาษีอยู่ในถ้ำเป็นเวลานาน  ลักษณะของถ้ำเป็นโดม ความกว้างในถ้ำประมาณ 10 X 10 เมตร ภายในถ้ำเป็นอุโมงค์มีค้างคาว มีนกเข้าไปอาศัย พื้นของถ้ำเป็นดินเหนียว ฝนตกจะไม่เปียก คนสมัยก่อนเชื่อว่าสถานตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคนมาขอจากเจ้าที่ให้หายป่วย ให้หายเจ็บ หายไข้ เมื่อกลับไป ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่เล่าขานกันมา
ถ้ำทอง ถ้ำแห่งนี้อยู่ด้านหลังโรงเรียนบ้านบ่อเจ็ดลูก ห่างจากโรงเรียนไปประมาณ 200 เมตร ด้านใน มีหินย้อย สีเหลืองอร่ามสวยงามมาก มีความกว้างประมาณ 6 เมตร สองข้างทางที่เดินเข้าไปภายในถ้ำเป็นหินย้อยอยู่ทั้ง 2 ด้าน ความยาวจากปากถ้ำจนทะลุประมาณ 15 เมตร 
หาดกะสิง เมื่อก่อนหาดนี้จะเกิดลมหมุนตลอด  ชาวบ้านเรียกหาดนี้ว่าหาดลมหมุน ต่อมาเรียกกันว่า กะสิง (ลูกข่าง) เป็นชายหาดยาวประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นแหล่งหอยตะเภา หอยจะมีช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปี คนทั่วไปนิยมมานั่งล้อมวงกินข้าว เล่นน้ำทะเล ตั้งแค็มป์พักแรม เป็นจุดชมวิวมองเห็น เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะบูโหลน เกาะลิบง เกาะสุกร จ.ตรัง เกาะเล็กเกาะน้อยคือเกาะหม้อ เกาะเลาเหลียง เกาะกล้วยในบริเวณใกล้เคียงได้ มองเห็นชาวประมงหาปลาอย่างชัดเจน
หาดนุ้ย เป็นชายหาดที่มีความยาว 500 เมตร เป็นหาดทรายปกคลุมด้วยป่าไม้มีทิวทัศน์ที่สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยว ชายหาดมีหินสลับกันทั้งก้อนเล็กก้อนใหญ่ คนในสมัยก่อนเมื่อหาหอยแล้วนำมาแกะที่ตรงนี้เรียกกันว่าทับหอยชายหาดนุ้ยเป็นส่วนหนึ่งของหาดกะสิงเพราะมีแนวอาณาเขตติดต่อกันเพียงแต่มีเขาขวางกั้น สามารถเดินถึงกันได้เมื่อเวลาน้ำลด ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของปากน้ำรีสอร์ท
เขาหาดนุ้ย อยู่ติดกับหาดนุ้ยมีทางขึ้นที่ปากน้ำรีสอร์ท เป็นจุดชมวิวที่มองทิวทัศน์รอบๆทั้งในทะเล และหมู่บ้าน ความยาวชายหาด 500 เมตร ลักษณะชายหาดมีหินสลับซับซ้อนเป็นชั้นและเป็นแท่น นักท่องเที่ยวสามารถนั่งดูธรรมชาติและลงเล่นน้ำได้ตลอดเวลา 
ผาใช้หนี้  เป็นตำนานที่เล่ากันมาว่า มีชายวัยกลางคนไม่ทราบชื่อ ทำอาชีพประมงออกทะเลหาปลา เป็นลูกน้องของเถ้าแก่จีน มีหนี้สินมาก ไม่มีปัญญาที่จะใช้หนี้ให้หมดได้ จึงไปปรึกษากับเถ้าแก่เพื่อหาหนทางปลดหนี้ จะยอมทำตามทุกอย่าง เถ้าแก่จีนจึงใช้ให้ไปกระโดดหน้าผา ถ้ากล้ากระโดดลงมาไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็จะยกหนี้สินทั้งหมดให้ ชายคนดังกล่าวจึงรับคำท้า แล้วขึ้นไปบนหน้าผากระโดดลงมาในช่วงที่เป็นลมมรสุมตะวันตก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลมเล  ลมได้พัดเขาไปตกในบริเวณอ่าวหนึ่งในท่านั่งสิหลา(นั่งขัดสมาธิ)ชีวิตรอดปลอดภัย หนี้สินที่ค้างอยู่ก็หมดไป  นี่คือที่มาของผาใช้หนี้  
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสตูล เป็นที่เพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สัตว์น้ำ มีพันธุ์สัตว์น้ำหลายชนิด เพื่อนำไปขยายพันธุ์ เป็นปลาขนาดใหญ่ สัตว์น้ำหายาก น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม เช่น ปลากะพงแดง ปลามง ปลาเก๋า ปลาช่อนทะเล ปลากะพงหิน ฯลฯ ตั้งอยู่เกาะเขาใหญ่ใช้เวลานั่งเรือจากท่าเรือบ่อเจ็ดลูกประมาณ 20 นาที 
ปราสาทหินพันยอด อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเกาะเขาใหญ่ มีหินสลับซับซ้อนกันคล้ายยอดปราสาทเป็นยอดมากมาย จึงเรียกประสาทพันยอด ผู้พบเห็นสามรถจินตนาการเป็นรูปต่างๆได้ เช่น สัตว์ ปราสาท นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมวิว ด้านล่างของปราสาทหินเป็นชายหาดกว้างประมาณ 20ตารางเมตร เล่นน้ำ พักผ่อนได้ตามชอบ 
เกาะเขาใหญ่  เป็นเกาะที่ใกล้กับชายฝั่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ที่สำคัญเป็นที่หลบมรสุมของชาวประมงยามที่ออกทะเล เป็นแหล่งทำมาหากิน แหล่งตกปลาและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่พิเศษในบริเวณอ่าวสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ภายในเกาะเขาใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งด้วยกัน คือ 
อ่าวมะขาม 1 เป็นชายหาดมีความยาวประมาณ 300 เมตร พื้นที่บนเกาะมีเนื้อที่ 2ไร่ ลักษณะชายหาดเป็นทรายปนซากปะการัง และถัดจากชายหาดลงไปเป็นแหล่งหอย เช่น หอยเสียบเล็บจง จากชายหาดลงไปจากฝั่งประมาณ 70เมตรเป็นแหล่งปะการัง กัลปังหา ปะการังต้น ถ้าวันใดอากาศดี น้ำทะเลใสจะเห็นปะการัง 7สี จากชายหาดเป็นทางลาดขึ้นไปเป็นจุดชมวิวมองออกไปในทะเลเห็นเกาะต่างๆ ด้านหน้าจุดชมวิวจะเป็นที่ที่ชาวบ้านนิยมมาตกปลา 
บ่อน้ำช่องขลาด เป็นแหล่งน้ำจืดที่ไหลผ่านมาจากซอกหินจากภูเขาใหญ่ไหลลงสู่ทะเล ในช่วงน้ำขึ้นบริเวณดังกล่าวจะจม เมื่อน้ำลงชาวประมงจะนำเรือเข้าไปเอาน้ำมาใช้ในการบริโภค อุปโภคในช่วงที่หาปลา และพัก ช่วงหลังกลุ่มชาวบ้านได้เข้าไปก่ออิฐเพื่อทำเป็นแอ่งน้ำรองรับน้ำไว้ใช้ 
อ่าวโละกะระ   อยู่ด้านทิศตะวันออกของเขาใหญ่ เป็นชายหาดแนวยาวประมาณ 400เมตร มีเทือกเขาซับซ้อนเป็นแนวยาว เหมาะแก่การเล่นน้ำ ตั้งแคมป์ สามารถเที่ยวได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงปลอดมรสุมลักษณะพิเศษของอ่าวมีพืชน้ำชนิดหนึ่งเป็นไพร่น้ำที่ขึ้นตามแนวหินทับถมกันเป็นเวลาหลายปี ไพร่น้ำเหล่านี้ ชาวประมงนำมากินได้ คล้ายรังนก มองแล้วคล้ายกับการปูพรมมีความยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร มีสีเขียวอมเหลือง เมื่อเดินย่ำลงไปจะรู้สึกนิ่มทั้งเวลาที่มีน้ำ และช่วงที่น้ำแห้งจะมองเห็นทิวทัศน์ตลอดแนวชายฝั่ง
อ่าวหินงาม ติดกับอ่าวตะโล๊ะบินแต ลักษณะของอ่าวเป็นหินขนาดต่างๆ เล็กใหญ่ เรียงรายกันอยู่เป็นหินลื่น มีสีขาว สีเขียว สีแดง ด้านบนหินงามเป็นแท่นเหมาะสำหรับนั่งชมวิว มีคลื่นซัดเข้ามาเป็นระลอก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในทะเล เห็นเกาะต่างๆได้ทั้งหมด ช่วงที่น้ำลดสามารถเดินทะลุไปที่อ่าวตะโล๊ะบินแตได้ 
อ่าวก้ามปู (อ่าวแตหลา) เป็นอ่าวคล้ายรูปเกือกม้า มีความยาวประมาณ 700 เมตร ช่วงฤดูฝนภายในอ่าวมีน้ำตกไหลเป็นลำธาร เป็นแหล่งซับน้ำ 4 แหล่ง เป็นอ่าวที่สงบ ปราศจากคลื่นลม สามารถเดินทางได้ตลอดปี ช่วงน้ำลงต่ำสุด จะเห็นปะการังตลอดแนว มีเต่าจะขึ้นมาวางไข่ในอ่าวนี้เป็นประจำ ขึ้นจากชายหาดไปประมาณ ๒๐๐ เมตร มีเพิงถ้ำยาวประมาณ 20 เมตร กว้าง 5 เมตร จะเห็นซากของเปลือกหอยนางรมในเพิงถ้ำนั้น

 
วันที่ : 2/9/2556
หน้า 1 |